คาร์ซีทระบบ Harness VS คาร์ซีทระบบ Shield

คาร์ซีทระบบ Harness VS คาร์ซีทระบบ Shield

ความแตกต่างของ คาร์ซีทระบบ Harness กับ คาร์ซีทที่เป็นระบบ Shield

 


        เชื่อว่าคุณพ่อและคุณแม่มือใหม่ที่กำลังวางแผนสำหรับการเลือกซื้อคาร์ซีท (Car Seat) หรือ เบาะนั่งนิรภัยสำหรับเด็ก ให้กับลูกน้อยของตนเองเพื่อใช้สำหรับการเดินทางด้วยรถยนต์แบบส่วนบุคคล คงจะเกิดคำถามในใจกันอยู่ไม่น้อยเลยว่าควรจะเลือกซื้อคาร์ซีทที่มีระบบป้องกันอันตรายจากการชน หรือการกระแทกแบบไหนให้ลูกน้อยของตัวเองดี เพื่อเป็นการป้องกันและลดความรุนแรงจากอุบัติเหตุไม่คาดฝันที่อาจเกิดขึ้นกับลูกน้อยในขณะที่เกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

        เนื่องจากในปัจจุบันนี้รูปแบบและเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยของคาร์ซีทในท้องตลาดนั้นได้ถูกผลิตและออกแบบมาเพื่อการใช้งานที่สามารถตอบโจทย์ต่ออายุ เพศ และขนาดตัวของเด็กที่มีความแตกต่างกันออกไปในแต่ละช่วงวัยได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยในรูปแบบของระบบสายรัด (Harness) และระบบเบาะกันกระแทก (Shield) ที่มีรูปแบบการทำงานเพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับเด็กเล็กที่นั่งอยู่บนคาร์ซีทในรูปแบบที่แตกต่างกัน จนส่งผลให้ราคาของคาร์ซีททั้งสองรูปแบบนั้นมีความแตกต่างกันตามไปด้วย

        วันนี้เราจึงได้รวบรวมข้อมูลดี ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกซื้อคาร์ซีทเด็กทั้งในระบบสายรัด (Harness) และระบบเบาะกันกระแทก (Shield) มาเพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจเพื่อให้คุณพ่อและคุณแม่มือใหม่ทุกท่านสามารถเลือกซื้อคาร์ซีทเด็กให้กับลูกน้อยได้อย่างคุ้มค่าคุ้มราคา และเพื่อความปลอดภัยที่มากที่สุดของลูกน้อยในระหว่างการโดยสารดัวยรถยนต์ส่วนบุคคล.

ทำความรู้จักกับคาร์ซีทระบบ Harness

        คาร์ซีทระบบสายรัด (Harness) หรือที่เรามักจะคุ้นเคยกันในชื่อของระบบสายรัดนิรภัย 5 จุด (5-point harness) ถือได้ว่าเป็นหนึ่งเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยของคาร์ซีทเด็กที่ถูกออกแบบมาเพื่อการใช้งานในคาร์ซีททั้งในรูปแบบของคาร์ซีทแบบนั่งหันหน้าออกจากเบาะ (Forward Facing) และคาร์ซีทกระเช้าแบบนั่งหันหน้าเข้าหาเบาะ (Rearward Facing) เพื่อช่วยในการยึดจับตัวเด็กเล็กหรือทารกเอาไว้อย่างแน่นหนาภายในส่วนของเกราะป้องกัน (Shell) ของตัวคาร์ซีทในระหว่างการเกิดอุบัติเหตุจากการชน การปะทะ การกระแทก หรือการพลิกคว่ำ เพื่อความปลอดภัยที่มากที่สุดของเด็กเล็กและทารก

        เนื่องจากในกรณีที่รถยนต์เกิดการปะทะ สายรัดนิรภัย 5 จุด ที่ถูกติดตั้งโดยการดึงสายรัดให้พาดผ่านลงมาที่ไหล่ทั้ง 2 ข้าง และข้ามไปยังบริเวณสะโพกทั้ง 2 ข้างให้แนบชิดกับส่วนของกระดูกเชิงกราน เพื่อทำการรัดเข้ากับบริเวณของหัวเข็มขัดที่ยกขึ้นมาระหว่างขาทั้งสองข้าง จะช่วยทำการกระจายแรงที่เกิดขึ้นจากการกระแทกไปตามแต่ละจุดของสายรัดเพื่อส่งผ่านแรงเหล่านั้นไปสู่เบาะที่นั่งของคาร์ซีทที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับแรงกระแทกเหล่านี้โดยเฉพาะ เพื่อช่วยในการปกป้องและลดความรุนแรงจากแรงกระแทกที่อาจจะเกิดขึ้นกับเด็กเล็กและทารกที่นั่งอยู่บนคาร์ซีทได้จากทุกทิศทาง รวมไปถึงในกรณีที่รถยนต์เกิดการกระแทกจนนำไปสู่การพลิกคว่ำ สายรัดนิรภัย 5 จุดก็จะช่วยยึดเหนี่ยวตัวเด็กเล็กเอาไว้ไม่ให้กระเด็นออกไปนอกตัวรถยนต์ เพื่อเป็นการช่วยเพิ่มความปลอดภัยและป้องกันการเกิดอันตรายและอาการบาดเจ็บที่รุนแรงจนถึงขั้นนำไปสู่การเสียชีวิตได้

ทำความรู้จักกับคาร์ซีทระบบ Shield

        คาร์ซีทระบบเบาะกันกระแทก (Shield) หรือที่มักจะรู้จักกันในชื่ออื่น ๆ อย่างเช่น คาร์ซีทระบบ Safety Cushion หรือคาร์ซีทระบบ Tray Shield เป็นต้น เป็นเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยของคาร์ซีทเด็กที่ถูกคิดค้นและออกแบบขึ้นมาเพื่อการป้องกันอันตรายจากแรงกระแทกหรือแรงชนที่เกิดขึ้นจากอุบัติเหตุทางรถยนต์ที่ไม่คาดฝันสำหรับคาร์ซีทเด็กแบบนั่งหันหน้าออกจากเบาะ (Forward Facing) ด้วยการใช้เบาะกันกระแทกที่ทำหน้าที่เสมือนเป็นถุงลมนิรภัยที่สูบลมแล้วในรถยนต์ ในการช่วยรองรับและกระจายแรงที่เกิดขึ้นจากการชนหรือการกระแทกออกไปยังเบาะที่นั่งของคาร์ซีทเพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้แรงกระแทกเหล่านั้นส่งผลต่อตัวเด็กเล็กและทารกที่นั่งอยู่บนคาร์ซีทโดยตรง เพื่อเป็นการช่วยป้องกันและลดความรุนแรงของอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยเฉพาะในบริเวณของช่วงศีรษะ ลำคอ และไหล่ ของเด็กที่มีความบอบบางมากเป็นพิเศษ



สอบถามข้อมูล


ทำไมคาร์ซีทระบบ Harness จึงมีราคาสูงกว่าคาร์ซีทระบบ Shield

        แน่นอนว่าหากลองสังเกตและเปรียบเทียบราคาของคาร์ซีทเด็กที่มีระบบความปลอดภัยแบบระบบสายรัด (Harness) และระบบเบาะกันกระแทก (Shield) ที่วางขายอยู่ทั่วไปในท้องตลาดนั้น คุณพ่อคุณแม่ส่วนใหญ่มักจะพบว่าคาร์ซีทระบบสายรัด (Harness) จะมีราคาที่ค่อนข้างสูงกว่าคาร์ซีทระบบเบาะกันกระแทก (Shield) ซึ่งสาเหตุดังกล่าวนั้นมีที่มาจากกระบวนการ ขั้นตอน รวมถึงเทคโนโลต่าง ๆ ที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้เพื่อการผลิตและออกแบบคาร์ซีทเด็กในรูปแบบที่แตกต่างกัน

        โดยคาร์ซีทระบบสายรัด (Harness) ถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีด้านความปลอดภัยของคาร์ซีทที่มีขั้นตอนในการออกแบบและผลิตที่มีความซับซ้อนกว่าคาร์ซีทระบบเบาะกันกระแทก (Shield) เป็นอย่างมาก โดยส่วนที่สามารถมองเห็นได้อย่างส่วนของสายรัด ถือได้ว่าเป็นเพียงส่วนประกอบเล็ก ๆ ของระบบสายรัดทั้งหมด เนื่องจากระบบสายรัดดังกล่าวยังมีส่วนประกอบอื่น ๆ ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากต่อประสิทธิภาพในการรักษาความปลอดภัยให้กับตัวเด็กเล็กและทารก ซึ่งได้แก่ส่วนของลิ้น สายรัดบริเวณเป้า ซึ่งเป็นส่วนที่ติดอยู่กับโครงสร้างของตัวเบาะที่นั่งคาร์ซีท และส่วนที่มีความสำคัญที่สุดอย่าง ตัวล็อกสายรัด ซึ่งเป็นส่วนที่จำเป็นจะต้องผ่านการคิดค้นและวิจัยด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงที่ต้องใช้ค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงในการทำการวิจัยและศึกษา เพื่อเป็นการช่วยให้ตัวล็อกดังกล่าวสามารถทำการล็อกหรือปลดล็อกได้ง่ายเพื่อความสะดวกของคุณพ่อและคุณแม่ในยามที่ต้องการจะเข้าถึงตัวลูกน้อยที่นั่งอยู่บนคาร์ซีท แต่ในขณะเดียวกันตัวล็อกดังกล่าวก็จำเป็นจะต้องมีความแข็งแรงและทนทานที่มากเพียงพอเพื่อการรองรับการใช้งานในการล็อกหรือปลดล็อกได้อย่างมีประสิทธิภาพตลอดอายุการใช้งาน รวมไปถึงสามารถทนทานต่อแรงกระแทกที่เกิดขึ้นในระหว่างการเกิดอุบัติเหตุที่ไม่คาดฝันเพื่อช่วยให้สายรัดนิรภัยยังคงสามารถเชื่อมต่ออยู่กับตัวล็อกและสามารถยึดจับตัวเด็กเล็กหรือทารกเอาไว้อย่างมีประสิทธิภาพภายในเบาะที่นั่งของตัวคาร์ซีทนั่นเอง

คาร์ซีทระบบไหนปลอดภัยกว่าสำหรับลูกน้อย

        สำหรับการเลือกใช้งานคาร์ซีทเด็กเพื่อความปลอดภัยที่มากที่สุดของลูกน้อยในระหว่างการโดยสารดัวยรถยนต์ส่วนบุคคลนั้น คาร์ซีทเด็กที่ใช้เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยในระบบสายรัด (Harness) ถือได้ว่าเป็นคาร์ซีทเด็กที่สามารถช่วยป้องกันและลดความรุนแรงที่อาจจะเกิดขึ้นกับตัวเด็กเล็กและทารกที่นั่งอยู่บนคาร์ซีทในระหว่างการเกิดอุบัติเหตุได้ดีมากกว่าคาร์ซีทที่ใช้เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยในระบบเบาะกันกระแทก (Shield) เนื่องจากผลการศึกษาและการทดสอบในด้านของมาตรฐานความปลอดภัยของการใช้คาร์ซีทเด็กทั้งสองรูปผ่านการทดสอบแบบโรลโอเวอร์เทส (Rollover Test) หรือการทดสอบชนแบบรถพลิกคว่ำหลายตลบ พบว่า เมื่อรถยนต์เกิดการพลิกคว่ำที่ความเร็วประมาณ 46 กิโลเมตร ต่อชั่วโมง หุ่นจำลองของเด็กเล็กที่นั่งอยู่บนคาร์ซีทที่มีระบบความปลอดภัยแบบเบาะกันกระแทก (Shield) หลุดออกมาจากเบาะที่นั่งในระหว่างการพลิกคว่ำรอบของรถยนต์เป็นรอบที่สอง เพราะฉะนั้นแล้วการเลือกใช้งานคาร์ซีทเด็กที่ใช้เทคโนโลยีด้านความปลอดภัยในระบบสายรัด (Harness) จึงสามารถช่วยเพิ่มความปลอดภัยจากอุบัติเหตุที่เกิดจากการพลิกคว่ำของรถยนต์ ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์ที่สามารถเกิดขึ้นได้ราว ๆ 5-10% ของการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ทั้งหมด ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า

        โดย Britax คือบริษัทผู้ผลิตคาร์ซีทจากเยอรมันที่ปลอดภัยที่สุด ด้วยมาตรฐานความปลอดภัยอย่าง ECE R44 และ ECE R129 หรือ i-Size และระบบคาร์ซีท ISOFIX รายแรกของโลก อีกทั้งยังได้รางวัลการันตีความปลอดภัยอีกมากมายจากหลายสถาบันในอุตสาหกรรมรถยนต์ และที่ Britax Thailand เราให้ความเชื่อมั่นกับลูกค้าว่าลูกค้าทุกท่านจะได้รับสินค้าที่มีการรักษามาตรฐานความปลอดภัยสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้ในทุก ๆ ขั้นตอน เพื่อให้คุณพ่อและคุณแม่ทุกท่านสามารถไว้วางใจในคุณภาพและความสบายของลูกน้อยในระหว่างการใช้งานคาร์ซีท และ รถเข็นเด็ก ทุกรุ่นของ Britax ได้เป็นอย่างดีเสมอ และเรายังมีบริการดูแลและรับประกันสินค้าถึง 24 เดือนในกรณีสินค้าชำรุดสามารถตรวจสอบเงื่อนไขการรับประกันสินค้าได้ทางหน้าเว็บไซต์ทันที


สอบถามเพิ่มเติมและสั่งซื้อ

Call center: 02 538 6700

Call center: 084 388 3887

Email : Info@BritaxThailand.com

line: @britaxthailand

Visitors: 438,932